สุบิน

ในช่วงเวลาประหลาดที่มีเพียงเสียงฝน สุบินได้ปล่อยให้ชื่อของตนหลุดลอยออกจากความทรงจำไปเสียแล้ว ราวกับว่าเขาได้ออกเสียงมันในใจเพียงครั้งเดียว แล้วมันก็ได้ระเหยออกไปจากร่าง ค่อย ๆ มลายหายไปกับอากาศเย็นชื้นที่ห้อมล้อมตัวเขา ฟ้ายังคงร้องครืนครั่นราวกับเสียงขู่ขวัญของสัตว์ใหญ่ ในบางครั้ง แสงก็ยังคงแล่นแลบแปลบปลาบอยู่บนม่านเมฆ เขากำลังมีชีวิตอยู่ในภวังค์ลึกล้ำ ดำรงอยู่ในความฝันอันยาวนาน เขาดุ่มเดินไปตามคันนา ตีนเปล่าของเขาสัมผัสกับความเหนียวหยุ่นของดินโคลน ผิวกายรับรู้ถึงความหนาวเย็นของลมที่กรรโชกมาเป็นระลอก ทุกครั้งที่ก้าวเดิน ลมพายุยังคงร้องครางหวีดหวิวท่ามกลางฝนนับล้านเม็ดที่โหมกระหน่ำ ดวงตายังคงมองไปเบื้องหน้า สู่ปริมณฑลอันมืดมนและอ้างว้าง ไกลออกไป ลำแสงขนาดใหญ่ได้ส่องวาบ กรีดท้องฟ้าลงมาเป็นรูปรากไม้มหึมา ตามด้วยเสียงกึกก้องที่เขย่าแผ่นดินจนสะเทือน เขาชะงักนิ่ง อกสั่นขวัญแขวน ร่างทั้งร่างพลันสั่นเทา ไอเย็นแห่งความเดียวดายได้เกาะกุมตัวเขาอย่างฉับพลัน ชำแรกแทรกซอนเข้าไปในเนื้อหนัง ลุกลามไปยังดวงใจเหมือนโรคร้าย พายุฝนได้โปรยปรายลงมาอาบชโลมโลกที่เปลี่ยวร้างโดยไม่รู้สร่างซา ทั้งหมดที่ถูกได้ยินคือสายฝน และอีกหลายร้อยล้านปีก็จะมีเพียงสายฝน

กระแสน้ำได้ไหลบ่าท่วมท้นความทรงจำของเขา เจ็บปวด เขาเงยหน้ากรีดเสียงหอนสู่ฟากฟ้า ยืดยาว และสั่นสะท้าน

***

ในช่วงเวลาที่โลกยังมีกลิ่นหอมนุ่มนวล และประกอบขึ้นด้วยรูปทรงอันเรียบง่ายของวัยเด็ก สุบินมีนิสัยชอบเล่นน้ำฝนชนิดติดงอมแงม เมื่อใดก็ตามที่ฝนตั้งเค้าอยู่บนฟ้า เขาจะพาร่างน้อย ๆ ของตัวเองไปยืนมองเมฆสีดำที่ลอยต่ำจนแทบจะเอื้อมถึง จินตนาการอันอบอุ่นจะค่อย ๆ ส่องแสงขึ้นบนอกของเขา ดลบันดาลให้เกิดภาพของแม่น้ำสายหนึ่งที่ในที่สุดจะค่อย ๆ ปลดปล่อยหยาดฝนลงมาห่มตัวเขา เมื่อฝนโปรยลงมาทักทายหลังคาสังกะสี เขาจะถอดเสื้อกรูออกไปเริงระบำ โดดดิ้น และหัวเราะชอบใจ พ่อจะมองลอดออกไปจากตัวบ้าน กอดอกมิดชิด และขู่ว่าไม่ช้าไม่นานเขาจะต้องเป็นหวัด แม่จะนั่งเก้าอี้หวายผุพังตัวเดิม บนเฉลียงหน้าบ้าน และขู่ว่าไม่ช้าไม่นานเขาจะต้องเป็นหวัด คำเตือนเหล่านั้นได้ลอยเข้าหูซ้ายของเขาและทะลุออกไปทางหูขวาเสมอ เพราะถึงแม้ว่าเขาจะเต้นรำและโจนโผนท่ามกลางสายฝนมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เขาก็ไม่ยักจะตัวร้อน ครั่นเนื้อครั่นตัว หรืออุ่น ๆ หนาว ๆ อย่างที่พวกผู้ใหญ่พยากรณ์ไว้สักที เขาแข็งแรงทีเดียว เพราะเขาขยันปั่นจักรยานกับเพื่อนพ้องรุ่นเดียวกัน ออกตระเวนไปรอบหมู่บ้านด้วยพลังงานที่ล้นเหลือ พวกเขาจะกวาดสายตาสอดส่องนาทุกไร่ สวนทุกแห่ง อุปโลกน์ว่าตนเป็นนายอำเภอผู้เปี่ยมคุณธรรม ซึ่งออกตามล่าผู้ร้ายที่กบดานอยู่ในพงไพร เป็นสิงห์ปืนไวผู้แสวงหาความเป็นเต้ยในการดวลปืนอันมีชีวิตเป็นเดิมพัน และบทบาทเฟื่องฝันมากมายตามแต่จินตนาการจะนำพาไป มือและตีนของสุบินทำงานสอดประสานกันอย่างว่องไว ปราดเปรียวเหมือนกับแมว เขาหลบซุ่มหลังป่าหญ้าคาเพื่อรอโอกาสดอดปีนรั้วเข้าสวนลิ้นจี่ที่มีป้ายเตือนว่าเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ในสวนนั้นมีต้นมะม่วงต้นหนึ่งที่กำลังออกผลพรูพราว งดงามจนแทบจะมีประกายแสงส่องออกมา สุบินปีนข้ามรั้วอย่างคล่องแคล่วและแอบย่องไปสอยมะม่วงเปรี้ยว ค่อย ๆ โยนออกไปหลังกำแพงทีละผล เพื่อแบ่งปันกับเพื่อน ๆ ผู้เปิดฝากะปิรอไว้อยู่แล้ว กลิ่นหอมของกะปิที่ชวนให้นึกถึงน้ำแกงในหม้อที่คุกรุ่น กลิ่นสดชื่นของโคลนชุ่มน้ำที่คุ้นเคย กลิ่นตัวของเพื่อนบางคนที่เจือปนด้วยกลิ่นผงซักฟอกตรา เทวดาเหยียบโลก และกลิ่นอับของเพื่อนบางคนที่มักวิ่งผ่านน้ำโดยไม่ถูสบู่ เขารับรู้ถึงความละเอียดอ่อนและตัวตนของสิ่งต่าง ๆ ในโลกได้ด้วยกลิ่นเสมอ เพื่อน ๆ ของเขาได้ประจักษ์ต่อตาตนเองว่าเขาจมูกดีเหลือเชื่อ เมื่อเขาได้เอามือปิดตาตัวเองและใช้จมูกนำทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ตามที่เพื่อน ๆ บอกได้อย่างถูกต้อง ฟุดฟิด ฟุดฟิด เพื่อน ๆ กระโดดเด้งด้วยความอัศจรรย์ใจทุกครั้งที่เขาสามารถแยกกลิ่นของเหรียญสลึง เหรียญห้าบาท และเหรียญสิบบาทได้อย่างแม่นยำ ขณะที่ผู้ใหญ่บางคนค่อนขอดว่าที่จริงเขาแอบมองลอดนิ้วที่ประสานกันไม่สนิทต่างหาก

วัยรุ่นคนหนึ่งในหมู่บ้านผู้เป็นโค้ชฟุตบอลประจำโรงเรียนมองสุบินวิ่งสกัดบอลด้วยความว่องไวและมุทะลุ เรียกตัวเขาติดทีมฟุตบอล นั่ง ๆ ยืน ๆ มองดูพัฒนาการของเขาอยู่ข้างสนามด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ "มึงยิงหรือส่งคืนเขาวะนั่น!" เขาจะบ่น "ไอ้บิน! ขาซ้ายมึงมีไว้ค้ำตัวเฉย ๆ เหรอวะ!" เขาจะตะโกน เขาถูกจับไปเล่นกองหลังบ้าง แบ็คขวาบ้าง ปีกซ้ายบ้าง กระทั่งผู้รักษาประตู แต่ดูเหมือนว่าโค้ชวัยรุ่นก็ยังไม่สามารถค้นหาตำแหน่งที่เหมาะสมกับสุบินได้เสียที มันเหมือนกับจิ๊กซอว์ชิ้นเล็ก ๆ ที่วางไว้ผิดจุดจนทำให้ภาพที่เกือบสมบูรณ์ดูขัดตา เหมือนกรอบรูปที่แขวนเอียงอย่างหมิ่นเหม่ ยิ่งเขามองสุบินเล่นตามการฝึกสอนของเขา เขาก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตนเองมีอาการคันคะเยออยู่ตรงกลางหลังซึ่งขยันเกาอย่างไรก็ไม่ถูกจุดเสียที จนวันหนึ่ง โค้ชวัยรุ่นผู้ฝึกสอนเด็กในโรงเรียนโดยไม่ได้รับค่าจ้างแม้แต่บาทเดียว ได้ยืนดูดบุหรี่และแหงนหน้าหาท้องฟ้าเพียงลำพัง มองม่านเมฆครึ้มที่มีแสงจาง ๆ เคลือบอยู่ตรงขอบสีเทาหม่นของมัน เขาตัดสินใจวางตำแหน่งกองกลางตัวตัดเกมให้สุบิน "วิ่งเข้าไปเลย ไอ้บิน!" เขาจะตะโกน "เสียบแม่งเลยดิวะ!" เขาจะตะโกน "วิ่ง! ไอ้บิน! วิ่ง!" เขาจะตะโกน วิ่ง วิ่ง วิ่ง ตำแหน่งการเล่นนี้เองที่ช่วยให้ทีมฟุตบอลรุ่นอายุไม่เกิน 12 ปีแห่งโรงเรียนวังผาผ่านทะลุเข้ารอบชิงชนะเลิศและเอาชนะแชมป์เก่าอย่างโรงเรียนคุ้มเด่นไชยได้อย่างงดงาม ผู้ชมข้างสนามที่เต็มไปด้วยเด็ก ๆ บรรดาครูทั้งหัวดำและหัวขาว ผู้ปกครองที่นั่งอยู่ในเตนท์ข้างสนามและริมระเบียงอาคาร ได้ชมการแข่งขันในนัดนั้น และได้เห็นกับตาตนเองว่ากองกลางของโรงเรียนคุ้มเด่นไชยอ่อนปวกเปียกอย่างไรเมื่อเทียบกับพลังแห่งการวิ่งอันปราดเปรียวและมุทะลุของกองกลางตัวรับฝั่งตรงข้าม พวกเขาบางคนขันเข บางคนขยี้ตา เมื่อได้เห็นว่าบรรดากองหลังของโรงเรียนวังผาเดินเล่นอย่างสบายใจเฉิบอย่างไร และผู้รักษาประตูของโรงเรียนวังผาเกิดอาการเบื่อและนั่งลงพิงเสาประตูหลายครั้งเพียงใด เพราะบอลจากแดนตรงข้ามไม่เคยผ่านกองกลางตัวรับที่วิ่งเบียดและสกัดบอลอย่างแม่นยำทุกครั้งไป ตำแหน่งกองกลางตัวรับขนานแท้นี้เองที่ทำให้สุบินได้รับฉายา หมาบ้าแห่งวังผา และทำให้เขาและเพื่อน ๆ ได้ยืนอาบสายลมยามหัวค่ำบนหลังรถกระบะโรงเรียน ร้องเพลงมาร์ชด้วยเสียงอันดัง และผลัดกันชูถ้วยพลาสติกสีทอง มองริ้วผ้าสีแดงโบกสะบัดตามแรงลม เขาเล่นอย่างเสรีเหมือนหมาที่เพิ่งหย่านมแม่ และเขาเรียนอย่างเสรีเหมือนแมวผู้ดัดสันดานยาก ครูสังคมมักกล่าวทั้งต่อหน้าและลับหลังว่าเขาเรียนไม่เอาอ่าว "สุบิน ครูบอกแล้วใช่ไหมว่าให้ใช้ไม้บรรทัดขีดเส้นใต้ อย่าใช้นิ้วทาบ!" ครูจะบอก "สุบิน ครูบอกกี่หนแล้วว่าอย่าคาบสมุดมาส่งครู!" ครูจะตะโกน

การศึกษาของเขาจบลงพร้อมกับการสิ้นสุดของงานปัจฉิมนิเทศของนักเรียนมัธยมต้น เขายืนอึ้งทึ่งท่ามกลางเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันที่เดินไปเดินมา กลิ่นฉุนของปากกาเคมี กลิ่นเหงื่อไคลของนักเรียนชายที่ใช้เวลาพักเที่ยงไปกับการเล่นตะกร้อ กลิ่นของแดดและไฮเตอร์ที่ยังคงแฝงอยู่ในเสื้อนักเรียนขาวซีดซึ่งเต็มไปด้วยคำอวยพรและคำบอกรัก ไม่นาน รอยยิ้มและเสียงหัวเราะมากมายนั้นก็ได้ถูกกลบกลืนไปกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาเพียงชั่วพริบตา กาลเวลาได้จูงแขนเพื่อนของเขาไปยังดินแดนอื่นทีละคน ๆ บางคนแบกกระเป๋าเป้พองตุงและจรดลไปจังหวัดใกล้เคียงเพื่อเรียนต่อ บางคนตัดสินใจตีตั๋วรถเมล์ติดตามญาติไปทำงานในร้านซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าในตัวเมือง บางคนเหระหนไปตามทางหลวงที่มุ่งไปยังจังหวัดชลบุรี เพื่อแสวงหาโชคลาภตามคำเล่าขานของผู้ที่แผ้วทางมาก่อน บางคนได้ยินเสียงเพรียกของอนาคตที่รุ่งเรือง จึงได้ลักลอบนำพาตัวเองไปยืนอยู่บนเส้นขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงคำมั่นสัญญาและรูปภาพในอัลบัมปกซีด

วันหนึ่ง ขณะที่ขอบฟ้าเรืองระยับด้วยแสงสีส้มแกมชมพู และท้องฟ้าก็กำลังพร่าเลือนราวกับมีน้ำตา สุบินกำลังนั่งบนลูกฟุตบอลกลางสนามหญ้าโรงเรียน ฟังเสียงนกตะโกนตอบโต้กัน ตีปีกออกจากกิ่งมะขามจนใบไม้เล็ก ๆ โปรยปรายลง แล้วจึงหายลับเข้าไปในกอไผ่ เสียงแว่วเบาของใบไม้ที่สะบัดตัวและเสียดสีกัน ความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวที่โปรยปรายลงห่มตัวเขาทุกครั้งที่แสงแดดอ่อนลงในยามโพล้เพล้ จู่ ๆ บรรยากาศในช่วงเวลานั้นก็ชวนให้เขานึกถึงต้นจามจุรีโบราณต้นหนึ่งในโรงเรียนต่างจังหวัด ซึ่งเขาได้มีโอกาสไปเยือนเพื่อแข่งขันฟุตบอล ในตอนนั้น เสียงครืนครั่นราวกับการเสียดสีกันของแผ่นโลกดังอื้ออึงขึ้นมาในใจเขา ขณะที่เขาแหงนมองกิ่งก้านและเงาใบไม้มหาศาลที่เคลื่อนไหวหยอกล้อกับแสงแดดที่ลอดลงมา ความทรงจำวัยเด็กนั้นได้เผยร่างขึ้นมาชั่ววูบหนึ่งโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ เขาสูดดมกลิ่นสนามหญ้าอันคุ้นเคย พลางนึกคิดไปอย่างเลื่อนลอยว่าเพื่อน ๆ ที่เขารู้จักก็ไม่อยู่กันสักคนแล้ว และเด็ก ๆ ที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตา สักวันหนึ่งก็จะต้องเติบโตขึ้นและจากที่นี่ไปเช่นกัน ความอ้างว้างเดียวดายก่อตัวอยู่กลางอก เป็นรูโหว่สีดำที่ค่อย ๆ ขยายขึ้นทีละนิด ๆ

เขายังคงอยู่ที่หมู่บ้านวังผาเพื่อช่วยพ่อกับแม่ทำงานนา พักหลังพ่อของเขาสุขภาพไม่ค่อยดีนัก แกเพลียง่าย ต้องนั่งพักในร่มบ่อย ๆ แต่แกก็ย้ำเตือนกับลูกเมียเสมอว่าตนยังคงแข็งแรงชนิดเตะปี๊บได้ไกลถึง 5 วา ย้ำกับสุบินว่า ในอดีตชาติของตนนั้น ตนได้เป็นหมาวัดผู้ช่วยชีวิตพระธุดงค์จากเสือโคร่ง จนได้บุญอักโขจึงได้เกิดมาเป็นชาวนาในชาตินี้ และในชาตินี้ตนก็ได้ตั้งใจรักษาศีลห้าอย่างเคร่งครัด (ตนแทบจะเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่ไม่ดื่มเหล้าและไม่ยุ่งเกี่ยวกับการพนันโดยเด็ดขาด) ดังนั้น บุญที่ได้สั่งสมมาจวบจนถึงลมหายใจนี้ จะทำให้ตนได้อยู่กับลูกเมียไปจนชราภาพอย่างแน่นอน นี่แหละจึงจะยุติธรรม แกบอกสุบินอย่างนั้น ความเงียบงันคอยปลุกสุบินให้ตื่นขึ้นตั้งแต่รุ่งอรุณยังไม่เผยแสงเสมอ เขาจะก่อไฟในเตาอั้งโล่และนึ่งข้าว นอนงีบในเปลญวน รอให้กลิ่นหอมหวนของข้าวสุกปลุกเขาให้ตื่นไปปลดหม้อข้าว ว่างจากการช่วยพ่อแม่ทำงานไร่งานนาแล้ว เขาจะหารายได้เสริมด้วยการรับจ้างทั่วไป ทั้งเกี่ยวข้าว เก็บพริก เก็บข้าวโพด คัดลำไย งานอะไรก็ตามที่มีคนจ้าง เขาทำดะ เขาเริ่มไว้ผมยาวประบ่า มีหนวดเคราประปรายซึ่งแต่ละเส้นหนาบางไม่เท่ากัน ผู้ใหญ่คนนั้นคนนี้ทักทายเขา และชมว่าเขาเหมือนดาราวงร็อค ผู้ใหญ่คนนั้นคนนี้ทักทายเขา และไล่ให้เขาไปตัดผม บอกว่าเหมือนผีป่า ความรักเดินเข้ามาตบหน้าเขาฉาดใหญ่เมื่อเขาอายุ 17 ปี 6 เดือน 10 วัน ใบหน้าของเขาแดงบ่มฉาน ความรู้สึกวาบหวามพองโตอยู่ในอกและปั่นป่วนอยู่ในท้องโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว ตอนนั้นเขารับงานช่วยชาวไร่ต่างหมู่บ้านเก็บข้าวโพด และขณะที่กำลังอดทนกับอากาศอันร้อนระอุและสัมผัสอันสากระคายผิวอยู่นั้น สายตาของผู้หญิงคนหนึ่งก็ได้มองลอดออกมาผ่านหมวกปีกกว้าง ในร่มกระต๊อบ เสียงที่เย็นเหมือนสายลมของผู้หญิงคนนั้นถามไถ่ว่าเขาเป็นคนหมู่บ้านไหน ลูกพ่ออะไรแม่อะไร กิริยาท่าทางและรอยยิ้มหวานชื่นของผู้หญิงคนนั้นทำให้ชั่วเวลาหนึ่งโลกทั้งใบถูกเคลือบด้วยน้ำอ้อยหวานสด อากาศที่ร้อนได้กลับกลายเป็นเย็นร่มรื่น และสีสันของไร่ข้าวโพดก็กลับกลายเป็นสุกปลั่งรังรอง แล้วไร่ข้าวโพดทั้งไร่ก็ได้กลายเป็นอุทยานสีทองที่ติดป้ายห้ามคนทุกข์เข้ามาชม เขาส่งเอสเอ็มเอสคุยกับผู้หญิงคนนั้นทุกวัน "กินข้าวอะยัง" เขาจะพิมพ์ "คิดถึงพี่เอยน๊ะ..." เขาจะส่งข้อความไป "เก็บพริกแล้วบินจะแวะไปหาเด้อ" เขาจะบอก มือของผู้หญิงคนนั้นจับมือของเขา จูงเขาไปร้านก๋วยเตี๋ยวที่อร่อยโดยไม่ต้องปรุง พาเขาไปเดินตลาดนัดบ้านหม้อที่ประดับประดาด้วยแสงสีส้มและเสียงเพลงกระหึ่ม นิ้วก้อยที่ชูขึ้นในคืนหนึ่งคือสัญลักษณ์ของคำมั่นสัญญามากมาย รอยยิ้มและคำพูดแสนหวานชวนให้เขาหลงละเมอเพ้อฝันไปไกลแสนไกล แต่แล้ว เหมือนกับอดีตที่ผ่านมา กาลเวลาได้จูงแขนผู้หญิงคนนั้นไปยังเมืองโพ้นทะเลที่เขาไม่รู้จักและแม้แต่จะเรียกชื่อก็ยังเรียกไม่ถูก โอกาส โชคชะตา และความจำเป็น เธอบอก ความกลัวยึดขาเขาไว้กับวังผา ความอาลัยตรึงแขนเขาไว้กับประตูบ้าน เสียงเพรียกร้องของพ่อแม่มีกังวานคล้ายกับความอาวรณ์ ไม่จำเป็น เธอบอก รวยแล้วจะกลับมา เธอว่าอย่างนั้น โลกหมุนเป็นอย่างเลือดเย็น จักรวาลแผ่ขยายตัวออกไปอย่างบ้าคลั่ง กาลเวลาฉุดกระชากลากถูเขาไปข้างหน้าอย่างไร้ปรานี "วิ่ง! ไอ้บิน! วิ่ง!"

เมฆฤดูร้อนในขวบปีที่ 20 ของสุบินได้เรียงตัวกระจัดกระจายบนท้องฟ้ากว้างไกล สุบินรู้ว่าใกล้ถึงวันเกณฑ์ทหารแล้ว ในขณะที่เขานอนไขว่ห้างในร่มกระต๊อบ เพื่อนพ้องที่หายจากไปนานนมต่างก็หอบกลิ่นอายของประสบการณ์ใหม่ ๆ เข้ามาจนคับแน่นหมู่บ้าน ขจรเดชผู้ออกไปแสวงโชคในชลบุรีกลับมาเล่าถึงเรื่องราวที่ตนหลอกขายพระเก๊ให้กับเซียนพระคนหนึ่งที่พยายามจะหลอกขายพระเก๊ให้เขา เกียรติศักดิ์กลับมาพร้อมกับลายสักลายพร้อยตามน่อง ขา อกซ้าย และกลางหลัง ซึ่งบางลายก็ดูเหมือนการทดลองวาดเขียนและบางลายก็ขาด ๆ หาย ๆ อย่างไม่สมประกอบ ตาคู่นั้นของเกียรติศักดิ์เผยประกายสว่างขึ้นมาชัดเจน เมื่อเขาพูดถึงศิลปะแห่งการตัดผม อีกทั้งความไฝ่ฝันที่จะกลับมาเปิดร้านตัดผมที่ทันสมัยไม่ห่างจากบ้านเกิด ธนากรณ์กลับมาจากมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ พูดถึงการคร่ำเคร่งอ่านหนังสือเพื่อจะเติบโตไปเป็นทนายผู้ว่าความให้คนผู้ไม่มีกำลังทรัพย์ บ่นอุบถึงความเอ้ ๆ แอ่น ๆ ของตราชั่งแห่งความยุติธรรม นายวีรพงษ์พูดถึงประสบการณ์ทำงานอันซ้ำซากของพนักงานโรงงาน และความเสี่ยงที่โรงงานของเขาจะปิดตัวลงในอีกไม่นาน พูดไปยกแก้วไป เพื่อนบางคนยังคงอุปนิสัยเดิม ๆ มาตั้งแต่ตอนหน้าแข้งไม่มีขน แต่เพื่อนบางคนก็ได้พาตัวเองกลับมาในสภาพที่ผ่านการลอกคราบมาแล้วหลายครั้ง ได้เป็นสักขีพยานของเหตุการณ์มากมายที่ได้ขัดเกลาตัวตนของพวกเขาให้ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม เพื่อนบางคนก็ไม่ได้กลับมา และสุบินได้ข่าวว่าเพื่อน ๆ เหล่านั้นตั้งใจจะหลีกลี้การเกณฑ์ทหารครั้งนี้และครั้งต่อ ๆ ไป เพราะมีแผนการที่จะไม่หวนกลับมาที่นี่อีกเลย

เขานั่งดื่มกับเพื่อน ๆ จนเวลาล่วงเลยถึงเช้าตรู่ เขากับเพื่อน ๆ พาร่างที่อดหลับอดนอนไปยืนต่อแถว นั่งถอดเสื้อเรียงกัน คลายความกังวลด้วยการเสวนากับคนรุ่นราวคราวเดียวกันที่กฎหมายได้ลิขิตให้มาพานพบกันในเช้าวันนั้น จากนั้น พวกเขาก็เดินออกไปยืนกางแขนรับการตรวจร่างกาย คนที่ตอนเด็ก ๆ เคยปีนต้นไม้เหมือนลิงเหมือนค่างและตกลงมาจนกระดูกคดถูกคัดออกไป คนที่ตอนวัยรุ่นเคยเห่อขนเพชรขี่มอเตอร์ไซค์อย่างคึกคะนองจนแขนงอไม่ถูกองศาถูกคัดออกไป คนที่สายตาสั้นตั้งแต่ตอนหัดท่อง ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก จนปัจจุบันก็ยังคงต้องอาศัยแว่นตาหนาเตอะ ถูกคัดออกไป คนที่เหลือต่างนั่งเก้าอี้พลาสติกที่เรียงแถวหลายช่วงตอนเพื่อรอจับใบดำใบแดง พ่อของเขาไม่ได้มาด้วยเพราะเป็นไข้ นอนจมกองผ้าห่มอยู่ที่บ้าน แม่ของเขาแวะมาให้กำลังใจแต่ก็ต้องกลับไปดูพ่อ เพราะกลัวว่าจะช็อคตายคาที่นอน ช็อคตาย คำนั้นมีกลิ่นอายของควัน มีกังวานที่สั่นสะเทือนลงไปถึงช่องท้องของเขา เงาดำของความตายเข้าปกคลุมความคิดของเขาชั่ววูบหนึ่ง ในเงานั้นมีภาพถ่ายสีซีดหน้าโลงศพ ไฟสีเขียวและสีแดงที่กระพริบพร่างพราย พ่อที่เป็นไข้และไหลตายไปทั้งอย่างนั้น เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพ่ออาจจะตายจริง ๆ เขาเห็นภาพตัวเองเดินหนีออกไปจากลานเอนกประสงค์ของที่ว่าการอำเภอฯ เห็นภาพถนนลูกรังเบื้องหน้าด้วยดวงตาหรี่เล็ก สัมผัสถึงสายลมที่ปะทะปะทังใบหน้าอย่างไม่บันยะบันยัง เสียงกรีดร้องเต็มลูกคอของรถมอเตอร์ไซค์ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำอะไร เสียงอันก้องกังวานและราบเรียบก็ดังขึ้น "แดง" เสียงนั้นสะท้อนสะท้านอยู่ในใจ ผสมปนเปกับเสียงเฮและเสียงหัวเราะจากภายนอก กึกก้อง ทุ้มต่ำ ก่อนจะดังระส่ำเหมือนเสียงดินที่ค่อย ๆ ถล่มลงมาจากภูเขาสูง มือที่เย็นเยียบของชายคนหนึ่งจับแขนของเขาและจูงออกไป

แม่เอาหมาของเพื่อนมาเลี้ยง เป็นพันธุ์บางแก้วบริสุทธิ์ สีดำเกือบทั้งตัว มีเพียงจุดสีขาวคล้ายหัวใจอยู่ตรงอก แม่เรียกมันว่าไอ้หมี เพราะมันเหมือนหมีควายที่เคยถูกนำมาแสดงในงานฤดูหนาวในตอนที่แม่ยังเด็ก แม่เคยเล่าว่าคนอื่นมองว่าหมีตัวนั้นประหลาด แต่แม่ชอบมันมาก แม่ในวัยเด็กน้ำตาไหลน้อยใจเมื่อคะยั้นคะยออย่างไรตาก็ไม่ยอมไถ่หมีควายตัวนั้นเอามาเลี้ยงที่บ้าน ไอ้หมีเข้ามาทดแทนที่ว่างที่เกิดขึ้นจากการหายไปของสุบิน มันชอบไปช่วยแม่ปลูกข้าว วิ่งเหยาะ ๆ ไปตามคันนา แต่มักจะโดนแม่ไล่ตะเพิดเพราะชอบไปกวนคนนั้นคนนี้ที่มาช่วยปลูกข้าว เห่าเขาบ้าง หมอบตัวขู่เขาบ้าง เหมือนกับหวงนาข้าวที่เป็นอาณาเขตอันศักดิ์สิทธิ์ของมัน แม่มองม่านฝนที่โปรยปรายอยู่ไกลโพ้น ขณะที่นาของตนยังคงชโลมด้วยแดดจ้า

พ่อนอนฟังเสียงพายุฝนที่ดังกลบเสียงอื่น ๆ ไปเสียสิ้น แกค่อย ๆ ชันตัวลุกจากที่นอน เดินไปนั่งบนกรอบหน้าต่างหลังบ้านที่มองออกไปเห็นท้องนา เสียงพายุฝนดังขึ้นและดังขึ้นราวกับฟ้าถล่ม นอกหน้าต่างนั้นมีแต่เพียงภาพสีเขียวเลือนจางในม่านฝนสีเทา ทั้งหมดที่ถูกได้ยินมีเพียงเสียงดังถี่กระทั้นของเม็ดฝนที่กระทบหลังคาบ้าน ฝนบางเม็ดได้กระเซ็นโดนแก้มและแขนของแก ภาพหุ่นไล่กาที่ยืนอ้าแขนอยู่ตาปีตีชาติสะท้อนอยู่ในดวงตาของแก และในภาพมากมายที่เลื่อนไหลตัดสลับกันอยู่ในดวงตาคู่นั้น หุ่นไล่กาได้วาดแขน โค้งตัวเริงรำในสายฝน พลางหัวเราะชอบใจ

ข้าวค่อย ๆ แตกกอ ตั้งท้อง และออกรวงเป็นสีเขียวอ่อนแกมเหลือง ตีนของหนูกระโดดขึ้นคันนา วิ่งหายเข้าไปในทุ่งข้าวที่โบกไสว ใต้แสงจันทร์ฺยามค่ำคืนมีกบ เขียด และงู ซึ่งล้วนไวต่อแรงสั่นสะเทือนจากฝีเท้าของนักส่องกบ ในยามบ่ายอันอ่อนล้า ขณะที่พ่อนอนบนแคร่ข้างตัวบ้าน และแม่กำลังนั่งฟังเพลงจากวิทยุธานินทร์ ขณะที่เสียงเพลงอันไพเราะกำลังเห่กล่อมทุกสิ่งให้หลงลืมสัมผัสอันหยาบกระด้างของความเป็นจริง สุบินได้เดินกลับมาถึงบ้านด้วยทรงผมสั้นเกรียน ผอมเกร็ง ใบหน้าซูบลง และผิวกายเกรียมแดดคล้ำกระด้าง เขาเดินไปกอดและคุกเข่าแทบจะก้มลงไปกราบไหว้พ่อแม่ เช็ดน้ำตากับแขนเสื้อ บอกว่าคิดถึงเหลือเกิน คิดถึงเหลือเกิน กลับมาคราวนี้เขาชอบขี่มอเตอร์ไซค์ไปบนเขาและเตร่เข้าป่าครั้งละหลายวัน อ้างว่าไปเก็บเห็ดบ้าง เก็บหน่อไม้บ้าง ไปล่าไก่ป่าหรือส่องหมูป่าบ้าง เย็นวันหนึ่งขณะที่กำลังจกข้าวเหนียวจิ้มน้ำพริก เขาตัดสินใจบอกกับแม่ว่าเขาจะไม่กลับไปค่ายทหารอีกแล้ว เขาฝึกจบแล้ว เขาว่าอย่างนั้น แม่มองเขา ถามเขาด้วยความกังวลว่านั่นคือการตัดสินใจที่ดีแล้วใช่หรือไม่ พ่อค่อย ๆ เดินมาร่วมขันโตก ถามย้ำว่าแน่ใจแล้วหรือว่าจะไม่กลับไป เสียงช้อนสแตนเลสเคาะกับถาดขันโตกลายดอกไม้แทบจะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สมองของสุบินมีเพียงเสียงนั้น เขาพยักหน้าพร้อมกับตอบพ่อด้วยเสียงในลำคอว่า "อือ"  เสียงช้อนกระทบขันโตกค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยเสียงจิ้งหรีดที่ขัดปีกแรงขึ้นและแรงขึ้น เขาพยายามลบเสียงนั้นออกจากสมองขณะเคี้ยวอาหาร

ทุ่งนากลายเป็นสีทองอร่ามในแสงแดดอันร้อนระอุ เปล่งประกายระยับไปสุดลูกหูลูกตา ความเงียบงันของที่นี่ ความวิเวกสันโดษของที่นี่ ความเปลี่ยวร้างของที่นี่ แสงแดดและความมืดของที่นี่ซึ่งแผ่คลุมทุกสิ่งทุกอย่าง ดุจสายน้ำที่กดทับและหลากไหลผ่านดินโคลนโดยไม่ปรานีปราศรัย ทุกคราครั้งที่ความเงียบเข้าเกาะกุมจิตใจและประสาทสัมผัส เขาจะได้ยินเสียงปืนดังสนั่นขึ้น เหมือนเสียงประทัดระเบิดท่ามกลางความเงียบ เขาจะเห็นชายคนหนึ่งอยู่ไกล ๆ ในทุ่งสีทองอร่ามที่ปลิวไสว ชายคนนั้นจะเล็งปืนยาวมาที่เขา นั่นคือเหตุผลที่เขานอนไม่หลับ ฝันร้ายจะค่อย ๆ แผ่ขยายอำนาจอันเบ็ดเสร็จของมันในเวิ้งแห่งความฝัน บงการเขาให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ อันพิลึกพิลั่น สัมผัสถึงสิ่งต่าง ๆ อันควานหาต้นสายปลายเหตุไม่เจอ แต่ความฝันทั้งหมดล้วนมีกลิ่นอายแบบเดียวกัน มีสัมผัสคล้ายคลึงกัน ราวกับเป็นการเผชิญหน้ากับสิ่งเดียวกันซ้ำไปซ้ำมา ราวกับมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในคืนก่อน ๆ ราวกับมันได้วนเวียนกลับมาบังเกิดซ้ำเป็นวงจรอุบาทว์ เนิ่นนานเข้ามันก็ได้ขยายอิทธิพลออกจากความฝัน แทรกซึมอยู่ในเงาตรงมุมห้อง ติดอยู่ตรงหางตา และหมอบคลานอยู่ใต้เตียง ครั้งหนึ่ง เขาเห็นตัวเองยืนเดียวดายในค่ำคืนอันดึกสงัด กลางทุ่งนาเตียนโล่งที่ผ่านการเผามาหมาด ๆ บรรยากาศอบอวลด้วยกลิ่นหอมของเถ้าถ่านเปียกชื้น เขายืนเดียวดายท่ามกลางสายลมแห่งฤดูหนาวที่กัดเล็มผิวกาย แสงจันทร์สกาวได้ชโลมภาพเบื้องหน้าให้เป็นสีเงินเรืองรอง แน่นิ่งราวกับภาพวาด รูม่านตาของเขาที่ขยายใหญ่ขึ้นสะท้อนภาพชายถือปืนยาวเล็งมาที่เขา เขาเคยฝันถึงการวิ่งในทางเปลี่ยวมืด วิ่งหนีสิ่งลี้ลับที่หมายปองจะเอาชีวิต หืดกระหอบ ใจเต้นรัว และเขาจะได้ยินเสียงปืนดังสนั่นที่ทำให้เสียงฝีเท้าและเสียงลมหายใจของเขาดับสูญไปเสียสิ้น

เขาเริ่มเข้าป่าบ่อยขึ้น และแต่ละครั้งก็ยาวนานขึ้น บางครั้งแม่ของเขาจะมาตามด้วยอารามเป็นห่วง แต่ทุกครั้งที่เขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่บ่งชี้ถึงจังหวะการเดินของสัตว์สองเท้า เขาจะค่อย ๆ หนีห่างจากเสียงนั้น แมกไม้ที่หนาทึบอุดมไปด้วยเสียงเสวนาของนกและแมลง กลบกลืนความเงียบงันที่คอยตามรังควานเขา ยิ่งเดินลึกเข้าไปในป่ามากเท่าใด ชายถือปืนยาวก็จะยิ่งตามหาตัวเขาได้ยากขึ้นเท่านั้น แล้วสักวันหนึ่ง ร่างอันทะมัดทะแมงของชายถือปืนยาวก็จะระเหยหายไปกับกาลเวลา กลายเป็นเพียงรูปเงาแห่งฝันร้ายในอดีตเท่านั้น ยามบ่ายวันหนึ่งขณะที่เขานอนเอกเขนกอยู่ใต้ต้นมะม่วงที่อุดมด้วยผลมะม่วงโตเท่ากำปั้น เขาไพล่นึกไปถึงรูปปั้นฤๅษีในวัดแห่งหนึ่งที่เขาเคยไปร่วมงานปิดทองฝังลูกนิมิต รูปปั้นหินเก่าคร่ำคร่าสะท้อนถึงไอเย็นของกาลเวลาที่ไหลผ่านทุกสิ่งบนโลก ว่ากันว่าฤๅษีองค์นั้นตายในท่านั่งสมาธิ แล้วจู่ ๆ เขาก็นึกถึงการจำศีลของกบ ว่ากันว่าในฤดูแล้ง กบจะหลบหายไปจากผิวโลก คุดคู้อยู่ในรูอย่างแน่นิ่ง แขวนตัวเองอย่างหมิ่นเหม่บนเส้นแบ่งแห่งความเป็นและความตาย ดวงใจที่เต้นช้าของมันคอยรั้งไม่ให้ชีวิตอันเบาหวิวหลุดลอยออกจากร่าง มันจะเฝ้ารอวันแล้ววันเล่า จนกว่าฝนห่าแรกจะถั่งเทลงมาอาบผืนดินและเติมเต็มหนองน้ำอีกครั้ง ใบไม้ที่พลิ้วไหวหยอกล้อกับแสงแดดที่เล็ดลอดผ่านเข้ามาทำให้เขารู้สึกแนบชิดกับกระแสแห่งกาลเวลา ความอ่อนไหวพลันแทรกขึ้นมาจุกอยู่กลางอก เขาอยากหลับไหลไปแสนนาน จนเมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ปัญหาต่าง ๆ ของเขาและของทุกคนต่างก็คลี่คลายลงด้วยดี

แต่โลกก็ยังคงหมุนไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีทีท่าจะสิ้นสุด นานแสนนาน เขาได้อาศัยอยู่ในป่าโดยไม่กลับออกไปอีกเลย เขาไม่รู้ตัวเลยว่ากาลเวลาได้พรากพ่อของเขาที่ตายลงในคืนหนึ่งด้วยโรคหัวใจ แม่เรียกชื่อพ่อ เขย่าตัวพ่อผู้นอนแน่นิ่งเหมือนหลับลึก แต่ที่จริงได้ตายไปแล้ว แม่ร้องไห้นานหลายวันจนไม่เหลือน้ำตา และจู่ ๆ ก็จะร้องไห้เหมือนคนเสียสติขึ้นมาเมื่ออยู่คนเดียว สะอึกสะอื้น กรีดร้องราวกับจะให้คนทั้งหมู่บ้านได้ยิน กาลเวลาได้ค่อย ๆ เช็ดคราบน้ำตาที่ไหลเป็นสาย คอยปลอบโยนและสอนให้แม่ทำใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แม่ผู้หยุดความพยายามในการตามหาลูกชายที่หายสาบสูญไปในป่าเป็นเวลาหลายปี ได้ซบหน้าอันเต็มไปด้วยริ้วรอยบนไหล่ของป้า น้ำตาและคำพูดตัดพ้อพรั่งพรูออกมาในยามบ่ายของวันอันเงียบสงบวันหนึ่ง แม่กลั้นสะอื้น บอกว่าไม่รู้ว่าไอ้บินจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร บอกว่าลูกชายคนเดียวของตนคงจะหวาดกลัว ตายไปในความสิ้นหวังและความอาวรณ์ กลายเป็นวิญญาณหลงทางที่จะไม่ได้ไปเกิดใหม่ ร่อนเร่พเนจรเป็นสัมภเวสีขอเศษบุญที่ไม่เคยตกมาถึงตน ก่อนตายเขาอาจจะกลายเป็นเหยื่อของเสือสางที่หิวกระหาย หรือทนพิษไข้ไม่ไหวและสิ้นแรงตายไปอย่างเดียวดาย ทั้งเหงา เศร้า และไม่มีความรักตกถึงหัวใจเลยแม้แต่น้อย ป้าได้แต่ลูบหัวพูดปลอบใจว่าญาติพี่น้องและตัวแม่เองได้ทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้แล้ว "ทำใจเถอะ อีนาเอ้ย" ป้าพูดอย่างนั้น ทำใจ ทำใจ ทำใจ โลกหมุนไปอย่างเลือดเย็น กาลเวลาฉุดกระชากลากถูทุกคนไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง ผมของสุบินยาวเฟ้ยถึงส้นเท้า ขนตามร่างกายของเขาเริ่มยาวปกคลุมผิวจนมิดชิด มีความแข็งสากเหมือนเส้นหญ้า เขาได้ละทิ้งเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นและแห้งกรังไปด้วยดินโคลนและขี้ไคลไปนานแล้ว เขาตระเวนไปถึงใจกลางป่าอันอุดมสมบูรณ์ เขาฟังเสียงนกและรู้ได้ทันทีว่ามันกำลังสื่อสารอะไร เสียงแบบนี้หมายถึงการเตือนภัยอันตื่นตระหนก เสียงแบบนี้หมายถึงการเพรียกหาคู่ด้วยอารมณ์สวาท เสียงแบบนี้คือการผสมพันธุ์อันเร่าร้อน เขาคุ้นชินกับเสียงด้วงที่ดังเซ็งแซ่อยู่รอบกายยามที่เขาแช่ตัวในลำธารใส เสียงอุดอู้ยามที่หูของเขาจมลงไปในกระแสน้ำ เสียงจิ้งหรีดและเสียงกบที่ร้องระงมอยู่ในค่ำคืนที่เขาขดตัวนอนบนกองใบไม้ บทเพลงของป่าเห่กล่อมเขาให้หลับไหล เขากินผลหมากรากไม้ ชื่นชอบรสหวานฝาด ๆ ของกล้วยกึ่งสุกกึ่งดิบ ชอบมะม่วงสุก มะเดื่อ บางครั้งเขาก็ไล่ตะครุบสัตว์เล็กกินเป็นอาหาร อย่างงู ปลา และไก่ฟ้า กินทั้งเป็นบ้าง หักคอก่อนบ้าง เขาอาศัยฆานประสาทในการจดจำอาณาเขตของสัตว์กินเนื้อที่ตัวใหญ่กว่าเขา เขาจำได้ว่ากลิ่นฉุนที่หอมประหลาดจากฉี่เสือโคร่งเพศเมียวัยระบัดนั้นทำให้เขาเสียวสันหลังวาบอย่างไร เขาจำได้ว่ากลิ่นจาง ๆ ของขนที่แห้งกรังด้วยเลือดซึ่งลอยปะปนมากับกลิ่นเครื่องในเก้งทำให้เขารู้ตัวว่ากำลังอยู่ในอาณาเขตของเสือโคร่งเจ้าถิ่นอย่างไร เขาพึ่งพาจมูกในการจดจำรูปลักษณ์และตัวตนของสรรพสิ่งในป่า จนกาลเวลาได้ค่อย ๆ ดึงจมูกของเขาให้ยาวขึ้นและใหญ่ขึ้นไปพร้อมกับกราม ฟันซี่ใหม่ ๆ ที่ทั้งแหลมคมและแข็งแรงได้โผล่ออกมาทดแทนฟันอันทู่ทะมื่อลื่อ เขาเริ่มใช้ปากแทนมือ จนลำคอของเขากำยำและยาวขึ้น ดวงตาของเขาเริ่มไม่รับรู้สีสันอันพรรณรายของแมกไม้และบุปผา ทว่ากลับสว่างชัดในความมืดสนิทแห่งรัตติกาล ดวงตาของเขาวาวเรืองสะท้อนแสง เขาตื่นตัว ประสาทสัมผัสเฉียบคม เลือดลมสูบฉีด หายใจฟึดฟัด ขณะออกตระเวนด้วยความกระสันและกระหายในพงไพรที่ห่มด้วยแสงดาว แห่ห้อมไปด้วยเถาวัลย์ ไม้พุ่มเตี้ย และลำต้นดึกดำบรรพ์ของบรรดาไม้โบราณ เขาเริ่มเรียนรู้ที่จะหมอบซุ่มหลังป่าหญ้าคาเพื่อรอจังหวะถลาเข้าไปกัดคอกวาง เขาเคยเผชิญหน้ากับเสือโคร่งชราผู้หิวโซ ซึ่งได้ตามกลิ่นคาวเลือดมาในอาณาเขตของเขาโดยไม่สนใจกลิ่นฉี่ที่เขาทิ้งเรี่ยราดไว้เลยแม้แต่น้อย เขาได้เรียนรู้ว่าการลุกขึ้นยืนสองขา กางแขนเบ่งขนให้ฟูฟ่อง และตวาดคำรามจะทำให้นักล่าที่ย่างกรายเข้ามานั้นได้ทบทวนความคิดของตนเสียใหม่ เขาจำไม่ได้แล้วว่าเขาเอ่ยชื่อของตัวเองครั้งสุดท้ายเมื่อใด ราวกับว่าครั้งล่าสุดที่เขาได้ขานชื่ออันเรียบง่ายนั้นออกมา มันก็ได้หลุดลอกออกจากความทรงจำและมลายหายไปกับอากาศไปเสียแล้ว ยามที่นอนขดตัวใต้ร่มไม้ เขายังคงฝันอยู่บ่อย ๆ ในฝันเหล่านั้นมีภาพที่คลุมเครือ บิดเบี้ยว เต็มไปด้วยเสียงพายุฝนและสัมผัสหนาวเย็นของลมกรรโชกแรง และเมื่อตื่นขึ้นมาเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง เสียงหอนอันยืดยาวในความฝันก็ยังคงสั่นสะท้านอยู่ในอก

ในยามสายแห่งฤดูหนาว ขณะที่เขากำลังง่วนกับการเลียขนให้สะอาดเรียบร้อย เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอันแปลกประหลาดที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล เขากุลีกุจอลุกขึ้น รูม่านตาที่รีเรียวขยายกว้างจนเป็นวงกลมสีดำ เสียงฝีเท้าอันอ่อนเบาและสะเปะสะปะนั้นดึงหูเขาให้ตั้งตรง เสียงแว่ว ๆ ได้ลอดเข้าไปในรูหู ดำดิ่งลงไปในห้วงลึกดำมืดในจิตใจเขา แหวกว่ายลงไปสัมผัสกับก้นบึ้งอันเงียบงัน แล้วจึงเริ่มเปล่งกังวานอ่อนเบาออกมา เป็นเสียงของเหตุการณ์มากมายที่พรั่งพรูออกมาทับซ้อนกัน เสียงมากมายนั้นได้ส่องแสงรังรองฝ่าความมืดในห้วงความทรงจำที่ถูกทิ้งให้เปลี่ยวร้าง แสงค่อย ๆ ลอยขึ้นเป็นเกลียวระยิบระยับ สู่พื้นผิวของโลกแห่งความเป็นจริง เสียงเท้าของคน เปาะ แปะ เปาะ แปะ เสียงหัวเราะของมนุษย์ตัวน้อยที่กำลังรื่นเริง เล่นน้ำในลำธาร ตีนสี่ข้างของเขาวิ่งเหยาะ ๆ ย้อนกระแสของลำธารไปตามเสียงประหลาดนั้น แสงแดดจ้าทำให้เขาแสบตา ปากของเขาอ้าออกราวกับจะงับคว้ากลิ่น เขาเห็นเด็กคนหนึ่งกระโดดไปมาในสายธาร เดินวนเวียน ก้มมองดูเงาสะท้อนของตัวเองบนผิวน้ำด้วยแววตาสุกประกาย ร่างของเด็กคนนั้นเจิดจ้าในแสงตะวัน ทุกครั้งที่เด็กคนนั้นวาดแขนและเคลื่อนไหว กลิ่นหอมของนาข้าวชื้นฝนได้โชยมา กลิ่นพริกแกงในหม้อได้โชยมา กลิ่นแดดบนเสื้อผ้าที่ตากไว้ได้โชยมา กลิ่นต่าง ๆ นานาที่เขาเคยจดจำได้ขึ้นใจและสามารถเดินตามหาได้แม้จะปิดตาอยู่ ได้หลั่งรินลงสู่ตัวเขาเหมือนสายฝน ความรู้สึกบางอย่างในตัวเขาไหลทะลักและล้นปริ่มขึ้นบนอก ถีบดันปากของเขาให้อ้าออกสู่ท้องฟ้าเบื้องบน เขาเริ่มหอนออกไปสุดเสียง ยืดยาว และสั่นสะท้าน ไม่มีการตอบรับใด ๆ ทั้งสิ้นจากป่าอันนิ่งสงัด

หลายวันหลายคืน ความเบาหวิวในอกมีน้ำหนักมากพอที่จะฉุดดึงร่างของเขาให้หมอบลงกับพื้น ครางหงิง ๆ รูโหว่ตรงกลางอกขยายกว้างขึ้นและส่งเสียงพึมพำของภาษาที่เขาไม่เข้าใจ ป่าเป็นสีฟ้าซีดจางอยู่ทุกหนทุกแห่ง สัมผัสอันอ่อนระโหยของความอ้างว้างเดียวดายได้แพร่กระจายจากอกไปยังทุกส่วนของร่าง เขานอนซม ไร้กำลังที่จะออกล่าหากิน ฝนหลงฤดูได้โปรยปรายลงบนพงไพรอยู่นานหลายวัน ป่าทั้งป่าถูกปกคลุมด้วยละอองหมอกหนา อบอวลด้วยกลิ่นชื้น กิ่งไม้โอนเอน และบ้างก็หักร่วงจากยอดสูง ดังเปราะเปรียะและหล่นลงสู่พื้น ใบไม้กระซิบกระซาบกันในเสียงอันวู่หวิวของลม ความปราถนาอันลี้ลับค่อย ๆ หาทางคืบคลานออกมาจากรูโหว่มืดดำในอกของเขา ฉุดนำร่างของเขาให้ออกเดินเลียบลำธารสีขุ่นที่ไหลเชี่ยว เขารับรู้ถึงกระแสอันหลากไหลของกาลเวลาจากการผัดเปลี่ยนของแสงสว่างและความมืด ความร้อนและความเย็น วัฏจักรอันซ้ำซากได้หมุนกงล้อของมันไปเรื่อยเอื่อย กี่วันคืนแล้วที่ล่วงเลย ขณะที่เขาได้พาร่างอันผอมโซของตนเคลื่อนไหวไปตามสายน้ำ กี่วันคืนแล้วที่เขาเพียงกวักน้ำกินจากสายธาร โดยไม่พะวงต่อความหิวและความตาย เดิน เดิน เดิน ในจังหวะที่เขากำลังเข้าใกล้เส้นแบ่งอันชี้ขาดระหว่างความเป็นและความตายอยู่นั้นเอง ดวงตาอันอ่อนล้าของเขาก็เริ่มมองเห็นทางเดินของคน กลิ่นของขี้เถ้า กลิ่นเยี่ยวคน กลิ่นก้นกรองบุหรี่ และกลิ่นฉุนประหลาดต่าง ๆ ที่คนได้ทิ้งไว้ เขาระวังตัวมากขึ้น หลบซุ่มหลังป่าหญ้าคา ขณะที่ชาวสวนสองคนขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านไป ปลายจมูกของเขากระตุกขณะที่เขาดอมดมอากาศเพื่อตามรอยกลิ่นที่ยังคงเหลือเศษซากไว้ในความทรงจำ มันเหมือนกลิ่นจืดจางของเครื่องเรือนที่ประกอบขึ้นจากไม้อายุหลายสิบปี กลิ่นฝาดจมูกของขี้เถ้าซึ่งชวนให้นึกถึงความอุ่นในเช้าฤดูหนาว กลิ่นอับของผ้าขี้ริ้วเปรอะน้ำมันเครื่อง กลิ่นอายของดินชุ่มน้ำในแปลงผัก เขาเริ่มออกวิ่งตามกลิ่นมากมายเหล่านั้น หลงลืมความอ่อนล้าไปเสียสิ้น เขาได้ลัดเลาะไปตามพงหญ้า วิ่งผ่านป่าช้า กระโดดข้ามลำธาร ตะลอนไปจนถึงนาข้าวที่กำลังออกรวงงดงาม มองเห็นหุ่นไล่กาที่ยืนกางแขนแน่นิ่งในแสงแดด มีชายเสื้อที่ขาดวิ่นรุกรุยสะบัดตามแรงลม ภาพนั้นสะท้อนเสียงหัวเราะที่มีกังวานใสสะอาดในหัวของเขา เขาเดินวนเวียนหุ่นไล่กาตัวนั้น เอียงคอดม สัมผัสได้ถึงกลิ่นจาง ๆ ของบางสิ่งที่เขาเคยรู้จักเป็นอย่างดี ภาพมากมายเริ่มปรากฏขึ้นอย่างเลือนราง ทับซ้อนกันไปมาโดยที่เขาไม่เข้าใจ ในบรรดาภาพมากมายนั้นเขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นวาบหวามที่ชวนโหยหา ความรู้สึกอ้างว้างพลันกระแทกเข้ากลางอกเหมือนโดนสิ่วตอก เขาเห่าหุ่นไล่กาตัวนั้น หมอบตัวครางหงิง ๆ ทันใดนั้นเอง โดยที่เขาไม่ทันระวัง กลิ่นอับของสัตว์สี่เท้าตัวหนึ่งโชยมา แรงข้น ฉุนกึก ชัดเจนจนเขารับรู้ได้ถึงตัวตนและเอกลักษณ์อันละเอียดอ่อนของเจ้าของกลิ่น หมาดำตัวหนึ่งแยกเขี้ยวยืนกางขาขู่ เผยลายหัวใจตรงกลางอกของมัน มันตวาดเห่าเสียงดัง แล้วเขาก็เริ่มได้ยินเสียงฝีเท้าของคน ได้ยินเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ ของคำพูดคน เขาเห็นคนคนหนึ่งยืนอยู่หลังหมาดำ สบตากับเขาชั่ววูบหนึ่ง ก่อนที่คนคนนั้นจะเริ่มตะโกนเสียงดัง เขาสัมผัสถึงความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวในเสียงนั้น เขาจำเสียงของคนคนนั้นได้ และจดจำใบหน้าในอดีตของคนคนนั้นได้ ความรู้สึกอบอุ่น ความผูกพัน ความอาวรณ์ ความทรงจำอันบอบบางของวัยเด็กและความถวิลหาของวัยหนุ่ม อดีตกาลที่สุกปลั่งอยู่ในใจทำให้เขาพยายามยืนสองขา พยายามพูดชื่อของตัวเอง พยายามสื่อสารออกไปเพื่อปลอบประโลม พยายามจะบอกว่าเขาได้กลับมาแล้วเสียทีหลังจากหายไปแสนนาน ว่าเขาเสียใจ และคิดถึงมากเหลือเกิน แต่ปากและลิ้นที่ยาวขึ้นทำให้เขาพูดออกไปไม่ถนัดแม้แต่พยางค์ง่าย ๆ ทุกคำพูดจึงติดอยู่ในลำคอ คนที่อยู่ตรงหน้าเขาผงะล้มลงไป และเมื่อมองไปเบื้องหน้า ไกลออกไป เขาเห็นชายถือปืนยาวยืนเล็งปากกระบอกปืนมาที่เขา

ทุ่งข้าวยังคงเรืองรอง พราวแสงในยามสายของวันอาทิตย์ ทว่าความเงียบและความนิ่งสงบของวันนั้นค่อย ๆ พังทลายลงด้วยเสียงตะโกนของหญิงคนหนึ่งและเสียงเห่าของหมาดำของเธอ ติดตามมาด้วยสรรพเสียงของคนอื่น ๆ ที่ค่อย ๆ เข้ามารายล้อมสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง สภาพของมันเหมือนหมาโครงร่างใหญ่ ขนสีดำยาวฟูฟ่อง เท้าของมันมีนิ้วสั้นป้อมห้านิ้วเหมือนลิง มันมีท่าทีตื่นกลัว สับสน เห่าออกมาเร็วรัว เป็นเสียงเห่าที่ประหลาดไม่เหมือนเสียงหมาทั่วไป ทุ้มต่ำกว่า และแหบแห้ง อาจเพราะขนาดตัวที่ใหญ่เหมือนเสือโคร่งวัยฉกรรจ์ตัวหนึ่ง ดูเหมือนว่ามันจะสนใจยายนาเป็นพิเศษ เพราะมันตั้งคอเห่าใส่ยายนาแต่ผู้เดียว และขณะที่มันกำลังจะเดินเข้าไปหายายนาที่ตัวสั่นเกร็งตะโกนไล่สัตว์ประหลาดตัวนั้นเหมือนคนสติแตก เสียงปืนก็ดังกลบเสียงต่าง ๆ ที่กำลังปะทะกันอย่างชุลมุน กังวานที่ดังสนั่นของแรงระเบิดทำให้อากาศสั่นสะเทือน แรงสะท้านจากเสียงนั้นค่อย ๆ เบาบางและจางหายไป สัตว์ประหลาดล้มลงชักกระตุก แต่ยังคงพยายามจะส่งเสียงออกมา เสียงปืนดังขึ้นอีกหนึ่งนัด และอีกหนึ่งนัด และอีกหนึ่งนัด จนสัตว์ประหลาดนอนแน่นิ่งจมกองเลือด มันครวญคราง สะอึกสะอื้นเหมือนสำลักเลือด ก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้นอีกหนึ่งนัด

เหตุการณ์ประหลาดในวันนั้นได้รับการรายงานไปยังผู้ใหญ่บ้านขณะที่แกกำลังกินข้าวเย็นกับเมีย เด็กคนหนึ่งพยายามแย่งผู้ใหญ่พูดเกี่ยวกับรายละเอียดของเหตุการณ์ บอกเล่าด้วยน้ำเสียงลี้ลับว่าหากฟังให้ดี สัตว์ประหลาดตัวนั้นพยายามจะบอกว่า คิดถึงเหลือเกิน คิดถึงเหลือเกิน ปากคำของเด็กคนนั้นเรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่จากกลุ่มคนที่อยู่ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านคนหนึ่งยืนพิงกรอบประตูและเล่าว่ามีทหารกลุ่มหนึ่งแวะพักกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านของเขา เล่าว่าเสียงร้องปานขาดใจของยายนาว่า หมีควาย หมีควาย หมีควาย นั้นดังมาถึงร้านของเขาอย่างไร ว่ากลุ่มทหารพากันรุดไปยังต้นเสียงอย่างไร ว่าตนได้วิ่งตามทหารกลุ่มนั้นไปและได้ประจักษ์แก่สองตาของตนถึงสัตว์ประหลาดที่น่าเกลียดน่ากลัวตัวหนึ่งอย่างไร ว่าเสียงปืนที่ดังขึ้นห้านัดนั้นทั้งปวดแก้วหูและก่อให้เกิดเสียงวิ้งวั้งสะท้อนอยู่ในหูของตนอย่างไร

เย็นวันนั้น ชาวบ้านได้มัดตีนคู่หน้าและคู่หลังของสัตว์ประหลาดด้วยเชือกจูงควาย ค่อย ๆ ช่วยกันยกร่างของมันขึ้นหลังรถกระบะ ชายฉกรรจ์สองคนนั่งหลังรถกระบะเฝ้าร่างที่โชกเลือดของสัตว์ประหลาด เดินทางไปบนทางลูกรังอันตะกุกตะกัก เลี้ยววนไปบนทางขึ้นเขา รายล้อมด้วยแมกไม้เขียวชอุ่มและเสียงจำนรรจาดังระงมของนกและจิ้งหรีด ควันไฟลอยขึ้นจากศพที่ถูกเผาของสัตว์ประหลาด ซึ่งกว่าจะเหลือเพียงเถ้าถ่าน เวลาก็ล่วงเลยถึงหัวค่ำ

ยายนาเดินไปนั่งบนกรอบหน้าต่าง มองดูท้องนาและหุ่นไล่กาที่สะท้อนแสงสีเงินของพระจันทร์ แกหยิกแขนตัวเองซ้ำ ๆ แรงขึ้น และแรงขึ้น—





ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

คมสันต์